ตอนที่ 1 สนุกเพลิดเพลินได้ความรู้                
การแต่งเพลงที่ดีย่อมควรมีหลักการและเหตุผลเข้ามาประกอบใช้ในการแต่งเพลงไว้อย่างมากมายซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีขึ้นอยู่ในตัวของผู้แต่งเองว่าจะกำหนดให้เพลงออกมาในทิศทางใด  ซึ่งรายละเอียดของหลักการจะมีเหตุผลดังต่อไปนี้
การค้นหาเรื่องราวส่วนมากจะเกิดจากแรงบัลดาลใจบางอย่างให้ได้พบเจอพล็อตเรื่องหรือเกิดจากการปิ๊งไอเดียที่คิดว่าทำให้เกิดความมั่นใจนำมาเป็นพล็อตเรื่องในการแต่งเพลงได้  หรือเกิดจากการมีอารมณ์ที่อยากจะแต่งเพลงซึ่งจะคิดพล็อตเรื่องที่อยากจะแต่งได้อย่างรวดเร็ว  หรือพล็อตเรื่องจะมาจากวัตถุสิ่งแวดล้อมรอบๆข้างที่สามารถดวงตามองเห็นได้  หรือพอร์ตเรื่องที่เกิดจากทัศนคติของตนเอง  หรือพล็อตเรื่องที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกในประสบการณ์ของตนเอง  หรือพล็อตเรื่องที่เกิดจากการได้ยินผู้อื่นสนทนา  หรือพล็อตเรื่องที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นแบบแผนผังภูมิเป็นโครงสร้างของพล็อตเรื่องเป็นสูตรสำเร็จให้ได้ใช้ในการเลือกนำมาแต่งเพลง  การคิดค้นหาพล็อตเรื่องคือหัวใจอันดับแรกของการแต่งเพลงซึ่งผู้แต่งเพลงสามารถล่วงรู้ได้ว่าพล็อตเรื่องนี้จัดอยู่ในระดับใด เช่น พล็อตเรื่องที่ดีมาก  พล็อตเรื่องที่ดี  พล็อตเรื่องที่ปานกลาง  พล็อตเรื่องที่พอใช้  พล็อตเรื่องที่แย่  และพล็อตเรื่องอย่างใดที่จะได้รับความนิยมจากผู้ฟัง  สิ่งนี้คือการตั้งคำถามและผู้แต่งเพลงก็ต้องคิดหาคำตอบซึ่งเป็นพล็อตเรื่องในรูปแบบใหม่ เช่น อ้างอิงในการใช้หลักของจิตวิทยาในรูปแบบของอาหารจะมีอาหารอยู่ 3 ชนิดคือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด  มันฝรั่งทอด  ถั่วทอด  และทดสอบใช้กับคน 5 คนซึ่งไม่จำกัดเพศให้กินอาหารเหล่านี้และให้ผู้แต่งเพลงสังเกตว่าอาหารที่หมดก่อนย่อมได้รับความนิยมจากคนจำนวนมาก  นี่คือคำตอบให้กับผู้แต่งเพลงว่าพล็อตเรื่องอย่างไรซึ่งเป็นที่นิยมกับคนผู้ฟังโดยส่วนรวมจำนวนมาก  ให้ฝึกคิดและใช้วิธีนี้มาเป็นรูปแบบนำมาเป็นจุดขายคือเป็นพล็อตเรื่องที่ขายคือเป็นพล็อตเรื่องที่อยู่ในกลุ่มตลาดคือเป็นพล็อตเรื่องตลาดคือเป็นพล็อตเรื่องที่ติดอยู่ในความรู้สึกเป็นที่ยอมรับต่อๆ หรือเคล้าโครงลักษณะหน้าตาของเพลง  ตัวอย่างเช่น  เมื่อได้พล็อตเรื่องเกี่ยวกับการผิดหวังในความรัก  โครงสร้างจังหวะของเวลาเพลงจะช้าหรือเร็วได้ขึ้นไปถึงในระดับที่ปานกลาง  สำเนียงเสียงของดนตรีจะมีความเศร้าโดยใช้กลุ่มเสียงของไมเนอร์คือคอร์ดที่เป็นไมเนอร์ให้ได้ใช้เป็นหลัก  แต่คอร์ดที่เป็นไมเนอร์หากใช้จังหวะเวลาให้เร็วขึ้นก็จะเป็นสำเนียงของดนตรีที่มีความสนุกสนานขึ้นได้ดีทีเดียว  โครงสร้างเหล่านี้จะเกิดขึ้นอยู่ในผู้แต่งเพลงที่ได้ทำเกิดขึ้นอย่างพร้อมๆกันและเมื่อใดที่ได้แต่งเพลงขึ้นประโยคแรกจนถึงประโยคสุดท้าย คือพล็อตเรื่อง โครงสร้าง ลักษณะเคล้าโครง จังหวะเวลาเพลง การวางใส่คอร์ด การเลือกใช้แนวเพลง ทุกอย่างจะถูกสร้างแต่งขึ้นและเกิดขึ้นอย่างพร้อมๆกันโดยอัตโนมัติได้อย่างน่าอัศจรรย์กับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้กับผู้แต่งเพลง
                  การแต่งเพลงทุกคนสามารถแต่งเพลงกันได้หากจะแต่งเพลงกันแบบเล่นๆที่ไม่ต้องคิดอะไรกันมากมายเพียงแค่เริ่มต้นลงมือเขียนแต่งเป็นบทเพลงตั้งแต่ประโยคแรกจนจบประโยคสุดท้ายของเพลงก็ถือว่าเป็นผู้แต่งเพลงแล้ว  แต่หากถ้าได้แต่งเพลงหลายๆเพลงไว้มากมายก็ถือได้ว่าเป็นผู้แต่งเพลงหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่านักแต่งเพลง  การแต่งเพลงจนสำเร็จได้เป็นเพลงจะสะท้อนให้เห็นในตัวของผู้แต่งว่าบทเพลงได้กล่าวถึงสิ่งใดเรื่องราวเป็นอย่างไรกะทัดรัดกระฉับกระเฉงเข้าใจง่ายดีไหมหรืออาจจะสับสนวกวนไปมาทำให้เข้าใจได้ยากก็อาจมีขึ้นมาได้  บางครั้งเราอาจได้มองถึงทัศนะของผู้แต่งว่าเพลงนี้เกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับอารมณ์ของผู้แต่งและบางครั้งอาจรู้ได้ลึกซึ้งถึงแรงบันดาลใจบางอย่างของผู้แต่งซึ่งมีองค์ประกอบเป็นสิ่งใดที่เข้ามารวมกันขับเคลื่อนให้เพลงประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มแนวเพลงกลุ่มเนื้อหาเรื่องราวของเพลงกลุ่มตลาดของผู้ฟัง หรือแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงที่ไม่มีอะไรและสิ่งใดเข้ามากำหนดชี้ให้ได้รู้สึกเป็นไปในทิศทางใดทางหนึ่งที่เพลงควรจะเป็น  ความรู้สึกแห่งแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงเช่นนี้จะถูกถ่ายทอดออกมาในลักษณะความโดยเนื้อแท้ของศิลปินคือผู้แต่งได้อย่างรับรู้ถึงอรรถรสซึ่งมีกลิ่นอายของผลงานให้รู้สึกว่า สิ่งนี้ไม่มีค่าไม่มีราคาซึ่งจะหาค่ามิได้  แต่จะมีความหมายมีราคาในความรู้สึกของผู้ที่ได้รับฟัง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการแต่งเพลงผู้แต่งจะเลือกใช้แรงบันดาลใจอย่างไรหรือข้อไหนให้กับการแต่งเพลงของผู้แต่งเอง  และความถนัดในการแต่งเพลงของผู้แต่ง  ผู้แต่งเพลงอาจจะแต่งเพลงได้หลากหลายแนวเพลง เช่นแต่งเพลงแนวเพลงลูกทุ่งได้แต่งเพลงแนวเพลงป็อปได้แต่งเพลงแนวเพลงร็อกได้หรือแต่งเพลงแนวเพลงเพื่อชีวิตได้หรือแต่งเพลงในแนวเพลงได้อีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวมาซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่แต่งเพลงได้อย่างหลากหลายแนวเพลงนี้เช่นกัน  แต่ก็ยังเข้าใจอีกต่อไปว่าผู้แต่งจะมีความถนัดในการแต่งเพลงแนวเพลงใดแนวเพลงหนึ่งนี้มากคือจะประสบผลสำเร็จเป็นที่นิยมในแนวเพลงที่ผู้แต่งมีความถนัดมีความชำนาญนี้อยู่เป็นอย่างสูงหรือเป็นการค้นหาตัวตนของผู้แต่งโดยใช้ความสามารถให้เป็นเหตุได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นนำมาประเมินวัดผลเลือกนำเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่คิดเห็นว่าได้ยึดเป็นหลักเป็นแนวทางในแนวเพลงของผู้แต่งที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดให้ถือเลือกแต่งเพลงในแนวทางนั้นต่อไป  ผู้แต่งจะมีประสบการณ์หรือได้ประสบการณ์เกิดขึ้นจากภายในตัวของผู้แต่งเพลงเองเสมอ  ประสบการณ์จะเกิดขึ้นตรึกติดอยู่ภายในตัวของผู้แต่งอย่างที่ไม่เท่ากัน  ประสบการณ์จะเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้แต่งได้เรียนรู้ได้ปฏิบัติได้พบเจอปัญหาได้แก้ไขปัญหาได้สำเร็จจนเกิดเป็นองค์ความรู้คือเป็นผู้รู้ในศาสตร์แห่งการแต่งเพลงจนเป็นผู้ที่เกิดมีความชำนาญในการใช้เรื่องของภาษาได้เป็นอย่างดีอาจจะเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ที่ใช้ภาษาไทยได้ดีผู้หนึ่งหากมองถึงครูสอนภาษาไทยแล้วคิดต่อไปอีกว่าครูสอนภาษาไทยอาจจะเป็นผู้แต่งเพลงได้ดีผู้หนึ่งเช่นกัน  นั่นก็หมายความว่าอาจจะเกิดขึ้นเป็นไปได้แต่ก็ยังไม่เคยเห็นผู้แต่งเพลงเป็นครูสอนภาษาไทย  และบางครั้งการมีเหตุผลหรือการแสดงใช้เหตุผลด้วยภาษาให้ได้มีความถูกต้องในการแต่งเพลงอาจจะเข้าใจได้อีกว่าเป็นผู้ที่ใช้ภาษาไทยด้วยการตีความหมายขยายให้เกิดเป็นเหตุผลในรูปแบบของการเขียนกฎหมายใดๆต่างๆที่เกิดขึ้นนั่นก็ย่อมมีความหมายว่าผู้เขียนกฎหมายอาจจะเป็นผู้แต่งเพลงได้ดีอีกผู้หนึ่งเช่นกัน  แต่จะมีน้อยมากที่ผู้เขียนกฎหมายเป็นผู้แต่งเพลงจนประสบความสำเร็จเป็นผู้ที่โด่งดังมีชื่อเสียง  เพราะฉะนั้นการเป็นผู้แต่งเพลงหากนำเอาสิ่งสองสิ่งนี้รวมเข้าด้วยกันเป็นตัวตนของผู้แต่งก็ถือว่าเป็นการดีคือเป็นครูภาษาไทยและเป็นผู้เขียนกฎหมายอยู่ในตัวของผู้แต่งเอง  ผู้แต่งเพลงอาจจะเป็นได้ทุกวัยอาจจะเป็นผู้หญิงอาจจะเป็นผู้ชายหรืออาจจะเป็นเพศที่สาม  โดยส่วนมากผู้แต่งเพลงจะเป็นผู้ชายได้ส่วนใหญ่ความเป็นผู้ชายเป็นผู้แต่งเพลงหรือผู้แต่งเพลงที่เป็นผู้ชายซึ่งผลงานก็จะออกมาจากการถ่ายทอดทางทัศนคติทางวิสัยทัศน์ทางอารมณ์แห่งความเป็นผู้ชายให้ได้ออกมาหรือผลงานอาจจะแต่งอิงให้อยู่ในระดับความเป็นกลางๆ  คือผู้หญิงเป็นผู้ขับร้องอาจจะขับร้องเพลงที่อิงอยู่ในระดับความเป็นกลางๆซึ่งผู้แต่งเพลงนั้นเป็นผู้ชายก็เป็นไปได้  เช่นผู้แต่งเพลงเป็นผู้ชายแต่งเพลงให้ผู้หญิงขับร้องกลิ่นอายและอรรถรสของบทเพลงก็ยังมีกลิ่นของผู้ชายเป็นผู้แต่งออกมาจากมุมมองเรื่องราวและอารมณ์ที่สะท้อนออกมาในลักษณะของความเป็นผู้ชายนั่นเอง  หากผู้แต่งเป็นผู้หญิงแต่งเพลงให้ผู้หญิงขับร้องผลงานก็จะถูกถ่ายทอกจากมุมมองและอารมณ์ออกมาในความเป็นผู้หญิงได้เป็นอย่างดีทีเดียว  เพราะฉะนั้นผู้แต่งเพลงผู้หญิงจะแสดงสิ่งที่แตกต่างจากผู้ชายได้อย่างตรงกันข้ามกันคนละขั้วเลย  เพลงที่ผู้แต่งเป็นผู้หญิงและผู้ขับร้องเป็นผู้หญิงอรรถรสและกลิ่นอายซึ่งแทบจะไม่มีให้ได้รับรู้ถึงความเป็นผู้ชายแต่งได้เลย  ซึ่งในลักษณะของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่สามารถเรียนรู้และเข้าถึงอารมณ์แห่งความลึกซึ้งของผู้หญิงได้  เมื่อผู้หญิงเป็นผู้แต่งเพลงให้ผู้หญิงเป็นผู้ขับร้องเพลงกลิ่นอายของผลงานบ่งบอกถึงอรรถรสที่น่ารับฟังด้วยเหตุผลแห่งความเป็นจริงที่มาจากผู้หญิงด้วยกันเองได้ดีกว่าผู้ชายแต่งเพลงให้ผู้หญิงขับร้อง  และผู้แต่งเพลงเป็นชายเพศที่สาม เพศที่สามจะมีทัศนคติที่โดดเด่นด้วยการใช้ภาษาสำนวนที่ต่างออกจากคนทั่วๆไปความรู้สึกของอารมณ์จะเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่หรือจะเป็นผู้ชายก็ไม่เชิงสักเท่าไหร่แต่ภาษาคิดที่ใช้ในการแต่งเพลงซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างกลุ่มผู้ฟังในทางเลือกที่สามซึ่งสามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายและอรรถรสที่บ่งบอกถึงความเป็นเพศที่สามไม่ว่าผู้ขับร้องจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม  ผู้ที่เล่นเครื่องดนตรีได้ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายบางครั้งอาจได้ลองแต่งเพลง หรือผู้ที่ได้แต่งเพลงคือผู้ที่แต่งเพลงได้แล้ว  ซึ่งถือได้เป็นผู้แต่งเพลงในระหว่างฝึกหัด ฝึกให้ได้แต่งเพลงหลายๆครั้งหลายๆเพลงให้เกิดความชำนาญให้เกิดความที่เชี่ยวชาญในเรื่องของเพลง  บางครั้งซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ลองผิดผู้ลองถูกซึ่งสิ่งต่างๆที่เกิดแต่งขึ้นจะถูกแต่งออกมาจากอารมณ์จากความคิดความรู้สึกจากประสบการณ์ของผู้แต่งเอง  ผู้แต่งที่อยู่ในระหว่างฝึกหัดซึ่งมีอายุยังน้อยจะถ่ายทอดในสิ่งที่เป็นตัวของผู้แต่งได้สะท้อนออกมาเป็นบทเพลงด้วยเรื่องราวต่างๆอย่างครั้งแล้วครั้งเล่าอาจทำให้แหล่งข้อมูลที่เคยมีอยู่ได้หมดไป  ในเมื่อข้อมูลเรื่องราวหมดก็ย่อมไม่สามารถที่จะแต่งเพลงได้ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถือได้ว่าเป็นอาการตันคือตันทางความคิดที่ไม่สามารถคิดอะไรได้ออกพอคิดไม่ออกเป็นเวลานานก็อาจจะเกิดความท้อถอยเกิดขึ้นมาจากภายในตัวของผู้แต่งเองคล้ายจะเหมือนว่ากำลังจะหมดไฟหรือไฟใกล้เริ่มจะดับมอดลงเสียอย่างนั้นทั้งๆที่ร่างกายยังหนุ่มแน่นด้วยกำลังวังชา  เพราะฉะนั้นผู้แต่งเพลงควรรวบรวมเก็บข้อมูลขึ้นใหม่สะสมไว้ให้คราวละมากๆได้ด้วยวิธีใดถ้าผู้แต่งสามารถคิดค้นคว้าหาได้ด้วยตัวเอง  ตัวอย่างการคิดค้นคว้าหาคำสโลแกนต่างๆเพียงแค่ประโยคสั้นๆฝึกคิดแต่งประโยคคำสโลแกนไว้ให้เกิดความชำนาญ เช่นปืนใหญ่ในใจของเรา  ประโยคคำเหล่านี้สามารถสร้างความฮึกเหิมขึ้นมาได้  เช่นหัวใจทะเลทราย  ประโยคคำเหล่านี้สะท้อนถึงความแห้งแล้งหดหู่ใจ  การคิดค้นคว้าฝึกการแต่งใช้คารมเพียงประโยคสั้นๆเพื่อสอดแทรกลงในบทเพลง  เช่นผิวเธอสวยเหมือนดั่งผลมะม่วงสุกชวนให้ฉันหลงใหลอยากเข้ามาสัมผัส  การใช้คารมในการแต่งเพลงเสริมสร้างให้เนื้อหาของเพลงมีความน่าฟังขึ้นไพเราะขึ้นและคุ้นติดหูให้แก่ผู้ฟังได้รวดเร็วขึ้น  การคิดค้นคว้าฝึกการแต่งโดยการอ่านความรู้สึกของธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นกับผู้แต่งที่ได้ยินเสียงและมองเห็นภาพของเหล่าธรรมชาติต่างๆที่ใกล้ตัว เช่นสายลมที่แผ่วเบากระทบผิวกายให้รู้สึกได้ถึงความเยือกเย็น  ใบไม้ที่ไหวติงเบาๆเหล่าแมลงสัตว์ปีกเล็กๆทั้งหลายส่งเสียงร้องเหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาค่ำจะใกล้เข้ามาถึง  ซึ่งคล้ายเป็นการแต่งโดยอาศัยจากการอ่านหนังสือธรรมชาติแล้วเรียบเรียงเรื่องราวให้เป็นไปตามลำดับของเวลา เพียงเท่านี้เองลองฝึกแต่งดูว่าผู้แต่งจะชื่นชมธรรมชาติได้ไพเราะงดงามมากน้อยเพียงใด  การคิดค้นฝึกการแต่งบทกลอนโดยการฝึกให้เขียนแต่งบทกลอนแปด หนึ่งบทมีสี่บรรทัด คือท่อนที่หนึ่งแต่งให้ครบสี่บทก็จะมีสี่ท่อนซึ่งจะคล้ายกับการแต่งเพลง  การเขียนแต่งบทกลอนจะไม่มีทำนองมีแต่เนื้อหาและเรื่องราวอาจจะแต่งเป็นบท กลอนเปล่าโดยไม่ต้องอาศัยคำเชื่อมสัมผัสมากเท่าใดนัก  หรือการแต่งบทกลอนที่ใช้คำเชื่อมสัมผัสบทนอกและคำสัมผัสทั้งบทใน  การแต่งโดยวิธีนี้จะสร้างคำสัมผัสได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบให้เกิดเรื่องราวด้วยเนื้อหาที่ไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้น  การคิดค้นด้วยการอ่าน  สามารถสร้าง สะสม เก็บรวบรวมข้อมูลได้เป็นอย่างดี  ผู้แต่งสามารถหาหนังสือที่คิดว่าเป็นต้นแบบสร้างวิธีคิดให้เกิดขึ้นเป็นหลักแห่งการใช้เหตุผลหรือสร้างวิธีเขียนให้เกิดความงดงามด้วยการใช้ภาษาใช้ตัวหนังสือ  หากเมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกว่าได้ใช้ความคิด คิดติดตามจนเกิดการใช้พลังในบางครั้งรู้สึกได้ว่า ตัวเองเหนื่อยมากเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ก็สนุกดีถึงกับบางครั้งอาจต้องอ่านวนไปมาซะหลายรอบ เพราะต้องคิดตามและครั้งใดที่ได้อ่านก็ยังไม่เกิดความเข้าใจคงต้องมีคนมาอธิบายให้ฟังและใครผู้ใดล่ะจะมาอธิบายให้คำตอบกับเราได้  บางทีก็คงต้องปล่อยผ่านไปเพราะเนื้อหาเป็นปรัชญาที่ใช้หลักคิดเข้าถึงได้ยาก  ส่วนการสร้างวิธีเขียนก็คือหลักคิดนั่นเอง  การอ่านวิธีเขียนในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งนั่นก็ย่อมหมายความว่าเราได้อ่านวิธีการคิดของผู้เขียนนี้อยู่ว่ามีลักษณะการใช้คำภาษาเป็นเช่นไร  เช่นการใช้คำที่สุภาพอ่อนโยนอ่านแล้วฟังแล้วรับกันได้โดยทั่วไป  หรืออาจเป็นคำที่แข็งกร้าวด้วยความอิจฉาริษยาถึงขั้นต้องใช้กำลังและความรุนแรงรบราฆ่าฟันกันก็มี  บางทีถ้าหากเป็นไปได้จะแนะนำหนังสือนิยายตะวันตกเกี่ยวกับการต่อสู้ในท้องทะเลทรายต่อสู้อย่างไรถึงให้มีชีวิตได้อยู่รอด  หรือหนังสือนิยายของจีนเกี่ยวกับการใช้กำลังภายในหรือหนังสือปรัชญาทางศาสนาพุทธซึ่งเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าลองศึกษาค้นคว้าหาอ่านหนังสือเหล่านี้ดูว่าจะเกิดการสร้างวิธีคิดให้ผู้แต่งเป็นโครงสร้างแบบใหม่ขึ้นมาให้ได้เป็นหลักเป็นแก่นด้วยความรู้สึกเกิดเป็นประสบการณ์เป็นองค์ความรู้ให้ผู้แต่งสามารถเรียบเรียงถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานได้อย่างไม่มีเหตุให้ต้องคิดไม่ออก หรือตันทางความคิดเกิดขึ้นกับผู้แต่งแต่อย่างใด  การคิดหาเรื่องราวอาจเกิดขึ้นได้โดยฉับพลันคือการคิดหาหัวเรื่องหรือหัวข้อ  การได้หัวเรื่องหรือหัวข้อนี้หากคิดว่าจำได้ก็ไม่ต้องจดบันทึกหากคิดว่าจำไม่ได้ก็ให้จดบันทึกไว้เพื่อกันลืม  หัวเรื่องอาจจะมีเพียงแค่ประโยคสั้นๆที่คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจหรือการเกิดจากการปิ๊งไอเดียก็จะมีลักษณะเป็นเช่นเดียวกันให้รีบจดบันทึกไว้เพื่อแก้กันลืม  เรื่องราวหรือหัวเรื่องที่ถูกบันทึกไว้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการกระตุ้นให้ถูกคิดพบเจอด้วยสาเหตุจากแรงบางอย่างจากทัศนคติ จากดวงตา จากอารมณ์ จากการศึกษา จากสิ่งแวดล้อมของมนุษย์สัตว์วัตถุสิ่งของและธรรมชาติ  ผู้แต่งจะแสดงความคิดเห็นขยายหัวเรื่องไปทีละตัวทีละคำของภาษาจนได้ครบประโยคทีละประโยค  ดังนั้นผู้แต่งจะเริ่มเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวเรียบเรียงลำดับว่าสิ่งใดควรจะเกิดขึ้นก่อนและสิ่งใดจะเกิดขึ้นเกี่ยวข้องตามมาและเหตุการณ์ต่อไปจะเกิดความน่าสนใจได้ดีเพียงใดซึ่งเหตุการณ์สุดท้ายจะสรุปจบลงได้ดีครบสมบูรณ์แบบหรือไม่  การเป็นผู้ถ่ายทอดบางทีอาจจะแยกแยะกันไม่ออกได้ว่ากับการเป็นผู้แต่งเพลง  ผู้แต่งเพลงจะถ่ายทอดสิ่งใดออกมาจากตัวของผู้แต่งเอง  ผู้แต่งอาจจะหมุนรอบตนเองหมุนรอบความรู้สึกของตนเอง หมุนรอบทัศนคติของตนเอง  นั่นคือการค้นคว้าหาตนเองว่าผู้แต่งเพลงคือเป็นผู้ถ่ายทอดและถ่ายทอดอย่างไรที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายผู้ถ่ายทอดจะประสบผลสำเร็จได้มากเพียงใด  เพราะเช่นนั้นอาจได้กล่าวไว้ว่าใครก็สามารถถ่ายทอดกันได้  แต่จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  หรือใครก็สามารถแต่งเพลงกันได้แต่จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน  เพราะฉะนั้นผู้แต่งเพลงควรได้เรียนรู้ถึงหลักวิชาในการถ่ายทอด  หลักวิชาในการถ่ายทอดซึ่งย่อมควรมีเกิดขึ้นกับผู้แต่งซึ่งผู้แต่งก็ย่อมเป็นผู้ที่ถ่ายทอดซึ่งเรียกกันว่าครู  ดังนั้นความเป็นครูในตัวตนของผู้แต่งสามารถที่จะถ่ายทอดจรรโลงสร้างสรรค์เรื่องราวต่อมวลมนุษย์ให้บริโภครับรู้ด้วยการปลูกฝังวัฒนธรรมประเพณีและค่านิยมให้เกิดขึ้นเป็นสิ่งอันดีด้วยความบันเทิงทางด้านเสียงเพลงอย่างเกี่ยวซึ่งผูกพันระหว่างคนกับเสียงเพลงได้อย่างสืบต่อกันมา